เดี๋ยวนี้ผู้คนต่างให้ความระแวดระวังมากขึ้นในเรื่องการที่สารเคมีถูกดูดซึม เข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางผิวหนัง และปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่มันสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้กับผิวพรรณของเราโดยตรงก็เป็นสิ่ง ที่ถูกจับตามองในเรื่องส่วนผสมหลายอย่างที่เป็นสารสังเคราะห์ และอาจมีความรุนแรงต่อผิว จึงไม่น่าประหลาดใจที่ผู้คนต่างหันไปหาผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติกันมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่คุณควรใส่ใจเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยในการเลือกเครื่องมือในการ ดูแลความงามของคุณ

แค่ไหนที่เรียกว่า "ธรรมชาติ"

         ในแวดวงอุตสาหกรรมความงามไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าแค่ไหนถึงจะถือว่า เป็น "ธรรมชาติ" ถึงแม้ผู้ผลิตจำนวนมากจะใช้คำนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเสมอไป บางครั้งมันอาจมีส่วนผสมจากพืชหนึ่งหรือสองอย่าง หรือเป็นเพียงการเพิ่มเติมสารธรรมชาติเข้าไปกับสารสังเคราะห์ที่เป็นพื้นฐาน ของสูตรนั้นเท่านั้น ฉลากของมันเพียงแค่หมายความว่าผู้ผลิตเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีโอกาสน้อยกว่า ที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าผ่านการทดสอบการแพ้ ทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง หรือทดสอบอาการระคายเคือง ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางตรงกันข้ามได้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ในระดับหนึ่งก็คือ การใส่ใจในส่วนผสมต่าง ๆ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้ส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิว และมีโอกาสก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยลงด้วย

ส่วนผสมที่ควรใส่ใจ

         สารกันเสีย เครื่องสำอางต้องใช้สารกันเสีย เพื่อยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งสารต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเติบโต หลังจากที่ถูกเปิดใช้ ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าปราศจากสารกันเสียโดยสิ้นเชิงจึงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อ สุภาพได้ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีวิธีการในการรักษาเครื่องสำอางโดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือเพิ่ม แบคทีเรีย วิธีหนึ่งก็คือการลดปริมาณของน้ำด้วยการใช้สูตร Water-in-Oil อีกทางหนึ่งก็คือการใช้สารกันเสียตามธรรมชาติ เช่น แอนตี้ออกซิแดนต์ กรดแอสคอร์บิก และน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่างเช่น น้ำมันทีทรี หรือมะนาว เป็นต้น

         สารหล่อลื่น (Emollients) มอยส์เจอไรเซอร์ใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในผิว มันทำงานด้วยการสร้างชั้นบาง ๆ ปกคลุมผิวหนัง สารหล่อลื่นสังเคราะห์มักใช้สารที่ได้จากปิโตรเลียม ซึ่งจะห่อหุ้มผิวชั้นฟิล์มบาง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผิว "หายใจ" ได้ไม่สะดวก ขณะที่ส่วนผสมที่เป็นน้ำมันจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันอัลมอนด์ ขี้ผึ้ง หรืออะโวคาโด จะเบากว่าและทำให้ผิวหายใจได้มากกว่าด้วย

        น้ำหอมและ Fixatives (สารยึดติด) ในขณะที่น้ำหอมเป็นสารที่ให้กลิ่นแก่ผลิตภัณฑ์ สารยึดติดจะรักษากลิ่นเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันระเหยออกไป กลิ่นหอมจากธรรมชาติมักทำจากพืชและผลไม้ และมักใช้สมุนไพรหรือน้ำมันหอมระเหยเพื่อรักษากลิ่นหอมแทนสารยึดติด

         สารคงความชื้น (Humectant) ทำงานด้วยการดึงและเก็บกักน้ำไว้ในผิว สารคงความชื้นที่ไม่ใช่สารสังเคราะห์มักมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่ละลายใน น้ำ และโปรตีนจากแหล่งพืชธรรมชาติ สารคงความชื้นสังเคราะห์อาจทำให้ผิวหายใจไม่ออก ในขณะที่สารสกัดจากธรรมชาติให้น้ำแก่ผิวโดยผิวยังคงหายใจได้

         ไฟโตคอนเพล็กซ์ (Phytocomplexes) นี่เป็นส่วนผสมของสารธรรมชาติ เป็นสารเคมีจากพืชที่สามารถดูดซึมลงไปในผิวได้ง่าย มักนำมาใช้ในโลชั่นทาผิวกาย มอยสเจอไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผม สารเคมีจากพืชเหล่านี้มักจะได้มาจากผลไม้และผัก

Barely Nude

         นอกจากเลือกเครื่องสำอางแบบธรรมชาติแล้ว มาเติมแต่งความสวยในแบบธรรมชาติกันดีกว่า

         ผิว  ควร จะดูผุดผ่องและเปล่งประกายในแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ จึงควรเลือกสีรองพื้นให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริงให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงรองพื้นโทนสีขาวหรือชมพู เว้นเสียแต่ผิวของคุณจะเจือสีชมพู จากนั้นทาคอนซีลเลอร์เพื่อพรางริ้วรอยที่คุณเป็นกังวลเป็นพิเศษ ใช้แป้งแต่เพียงน้อย การแต่งหน้าในสไตล์นี้ ต้องให้ดูมีความชุ่มชื้นนิด ๆ ไม่แห้งหรือด้านเกินไป อาจปัดชิมเมอร์เล็กน้อยเพื่อช่วยให้ดูไม่กระด้างเกินไป

         แก้ม ช่างแต่งหน้าบางคนชอบใช้บลัชแบบครีมหรือแบบสแตน ซึ่งมักมีเนื้อบางใสที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่บางคนก็แนะนำบลัชแบบฝุ่นที่มีประกายเล็กน้อย เพราะมันทำให้ผิวดูเรืองรองขึ้น แต่ควรใช้เพียงเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ดูแก่เกินไปได้ การเลือกสูตรของบลัชจึงขึ้นอยู่กับความชอบพอและความสะดวกในการใช้งานมากกว่า แต่หัวใจที่สำคัญที่สุดของสีแก้มที่ดูเป็นธรรมชาติก็คือการเลือกสี โดยทั่วไปสีที่เข้มกว่าสีแก้มตามธรรมชาติเล็กน้อยจะดูดีที่สุด

         ดวงตา สีน้ำตาลคือโทนสีของการแต่งหน้าแบบนี้ เพราะเป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีผิว และทำให้ผิวดูสวยขึ้นสำหรับแทบทุกคน สำหรับดวงตา เริ่มด้วยการใช้แปรงกลมทาอายแชโดว์สีน้ำตาลให้ทั่วเปลือกตา จากนั้น ใช้แปรงปลายตัดทาอายแชโดว์สีเข้มกว่าเล็กน้อยบริเวณรอยพับเปลือกตา เริ่มจากกึ่งกลางตาและให้สีเข้มขึ้นเล็กน้อยที่หางตา แต่หัวใจสำคัญก็คือการเกลี่ยให้ดูกลมกลืนจึงจะดูเป็นธรรมชาติที่สุด จบด้วยการทาอายแชโดว์สีอ่อนหรือแบบชิมเมอร์ที่โหนกคิ้วเพื่อให้ใบหน้าดูผ่อง ขึ้น

       ริมฝีปาก ควร เป็นสีสันที่ใกล้เคียงกับสีปากตามธรรมชาติของคุณมากที่สุด หรือสีเข้มกว่าสีปากจริงหนึ่งเฉด อย่าเลือกสีอ่อนกว่าเพราะมันจะทำให้ใบหน้าดูอิดโรย เลือกดินสอเขียนขอบปากเฉดสีน้ำตาลหรือชมพูกลาง ๆ เขียนเส้นขอบปากและระบายให้ทั่ว จากนั้นจึงค่อยทาลิปสติกทับ